เกี่ยวกับเดลต้า

การวิจัยและพัฒนา

ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเปรียบเทียบย้อนหลัง 5 ปี

  หน่วย 2555 2556 2557 2558 2559
ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาทั้งหมด ดอลลาร์สหรัฐ (ล้าน) 63.15 60.96 60.12 58.15 71.52
สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาเทียบกับยอดขาย % ของยอดขาย 4.8% 4.5% 4.4% 4.2% 5.4%

จำนวนพนักงานด้านวิจัยและพัฒนาในแต่ละศูนย์วิจัยและพัฒนา

ที่ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา 2555 2556 2557 2558 2559
Thailand* 370 359 333 313 353
Soest 170 170 175 175 172
Teningen 118 88 85 83 83
Switzerland 32 20 18 18 16
Finland & Poland 23 22 23 21 25
Hangzhou 44 45 44 49 48
Gurgaon 45 57 64 73 120
Romania 16 16 16 15 15
East Kilbride 17 13 15 15 16
จำนวนพนักงานรวม 835 790 773 762 848


ในปี 2559 ค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการวิจัยส่วนใหญ่มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจค่อนข้างใหม่ของบริษัทฯ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นเพื่อสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าที่ผ่านมาบริษัทฯได้พัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กลุ่มพลังงาน โดยนำเทคโนโลยีที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้ และมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทฯทั้ง 10 แห่งในทวีปเอเชียและยุโรปร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาของกลุ่มเดลต้าซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองราเลย์ (สหรัฐอเมริกา) และเซี่ยงไฮ้ (จีน) ได้ร่วมกันขยายขีดความสามารถในการเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายให้มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้จับมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพราะเราตระหนักดีว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างสัมพันธภาพระยะยาวที่ดีระหว่างบริษัทฯและคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯยังร่วมกับลูกค้าสำคัญหลายรายที่เป็นผู้นำตลาดจากทั่วทุกมุมโลกในการพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ตลอดจนได้เริ่มบุกเบิกอุตสาหกรรมใหม่ไปพร้อมกับลูกค้าเช่นกัน ความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้าตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกันจะช่วยให้เราสามารถพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้บริษัทฯ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริง เราจะยังคงมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคตและเป็นส่วนหนึ่งในการลดมลพิษด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายและระบบเก็บข้อมูล (Server Storage Networking - SNT)

 

AC/DC Power Supply (6000W)
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานร้อยละ 98

ทีมวิจัยและพัฒนาของเดลต้าทั่วโลกได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เครือข่าย และโทรคมนาคม ดังนั้น บริษัทฯจึงสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆได้เป็นอย่างดี บริษัทฯ มั่นใจว่าศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ จะทำให้เรายืนหยัดเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นได้อย่างครบวงจร

ในปี 2560 บริษัทฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาแล้วมากกว่า 20 ชนิดเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์และเริ่มออกจำหน่ายในท้องตลาด และเนื่องจากในปัจจุบัน มีลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตที่ใช้เซริฟเวอร์ระบบเปิด (Open compute server) ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและความหนาแน่นกำลัง (Power density) เป็นพิเศษ ดังนั้น บริษัทฯจึงพยายามตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้าโดยได้นำรูปแบบการเชื่อมต่อวงจรแบบใหม่ (Circuit topology) มาผสมผสานกับการออกแบบส่วนประกอบแม่เหล็กแบบองค์รวมขั้นสูง (High integrated magnetic component design) ตลอดจนเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดและการออกแบบชนิดแยกส่วน (Modular design approach) เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงานและมีความหนาแน่นกำลังสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกทั้งยังได้เริ่มใช้โครงสร้างฐาน (Platform) รูปแบบใหม่ในการออกแบบ โดยโครงสร้างฐานดังกล่าวมีกำลังไฟขนาด 3kW ความหนาแน่นกำลังที่ 60W/in³ และประสิทธิภาพสูงสุด (Peak efficiency) ที่ร้อยละ 97 ของผลิตภัณฑ์รูปแบบจำเพาะ

นอกจากนี้แล้ว ทีมงานของบริษัทฯได้พัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ได้มากกว่าร้อยละ 98 ในขณะที่ยังคงรักษาความหนาแน่นกำลังไว้ที่อัตราเดิม และเรายังมีแผนการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ AC/DC ขนาดกำลังไฟ 6 kW อย่างต่อเนื่องในปีหน้า เพราะเราตระหนักดีว่าเทคโนโลยีโครงสร้างฐานเหล่านี้จะต้องมีมาตรฐานในระดับสูงและเอื้อกับลักษณะการใช้งานที่หลากหลายได้อย่างง่ายดายด้วยการออกแบบที่ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก ทั้งนี้การออกแบบโครงสร้างฐานเพียงรูปแบบเดียวจะสามารถนำมาใช้เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์เฉพาะได้อีกหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตามทีมวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯมิได้หยุดนิ่งที่การพัฒนาการออกแบบเพาเวอร์ซัพพลายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับระบบศูนย์ข้อมูลอีกด้วย เช่น การพัฒนาชั้นแยกสำหรับเซริฟเวอร์แบบมีแผงจ่ายไฟ (Distribution panel) และหน่วยควบคุมไฟ (Power distribution unit - PDU) เป็นต้น ความสำเร็จดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทีมวิจัยและพัฒนาของเราสามารถตอบสนองความต้องการและทำได้มากกว่าความคาดหมายของลูกค้า เราจึงสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมกับการใช้งานรูปแบบต่างๆ ให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

โซลูชั่นสำหรับระบบจ่ายไฟในยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ในปี 2559 ทีมวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯได้เริ่มนำอุปกรณ์ชุดเชื่อมต่อแบตเตอรี่ (Battery Junction Box) อุปกรณ์แปลงไฟ DC/DC (DC/DC converter) และอุปกรณ์ประจุไฟฟ้าภายในรถยนต์ (Onboard Charger) ออกสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว การดำเนินการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับบริษัทฯต่อไปในอนาคต เพราะจะทำให้เราสามารถขยายฐานลูกค้าสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น อุปกรณ์แปลงไฟ DC/DC ประสิทธิภาพสูง และอุปกรณ์ Battery Junction Boxes ให้มีรูปแบบมากขึ้นสอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ โดยการดำเนินการนี้ถือเป็นการต่อยอดจากฐานลูกค้าโซลูชันเพาเวอร์ซัพพลาย AC/DC สำหรับอุปกรณ์ชาร์จไฟในรถที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ ทีมวิจัยและพัฒนายังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นการผนวกอุปกรณ์แปลงไฟ DC/DC และอุปกรณ์ชาร์จประจุไฟในรถยนต์สำหรับกำลังไฟต่างๆ ได้มากขึ้นจนถึงขนาดกำลังไฟ 11 kW อีกด้วย

สำหรับในปี 2559 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯประสบความสำเร็จในการนำ เสนอผลิตภัณฑ์ On-Board-Charger (OBC) ขนาด 11 kW ให้กับลูกค้าหลายราย โดยผลิตภัณฑ์นี้สามารถใช้ได้กับไฟฟ้าแบบ 1 เฟสและ 3 เฟสสำหรับลูกค้าในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

 

11kW On-Board-Charger
ที่สามารถใช้กับไฟฟฟ้าแบบ 1 เฟสและ 3 เฟสได้

ในส่วนของโครงสร้างฐานของ OBC ขนาดกำลังไฟ 7.2 kW นั้น บริษัทฯจะนำไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับลูกค้า OEM รายใหญ่หลายราย และจะใช้เทคโนโลยีแบบแยกชิ้น (Modular technology) เพื่อเพิ่มกำลังไฟจากเดิมที่ 3.7 kW จำนวน 3 โมดุล เป็นกำลังไฟ 7.4 kW จำนวน 3 โมดุล ทำให้มีกำลังไฟสูงสุดที่ 22 kW ต่อหนึ่งชุด ทั้งนี้ โมดุลเหล่านี้ได้ผนวกเอานวัตกรรมล่าสุด (Topology) และส่วนประกอบอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ประกอบกับบริษัทฯ ยังใช้ซอฟท์แวร์อันทันสมัย ตลอดจนแนวทางการผลิตและการประกอบที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งความหนาแน่นกำลังและประสิทธิสูง

ในด้านเทคโนโลยีการอัดประจุไฟฟ้าแบบไร้สาย เดลต้าและลูกค้ารายหลักของเราได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบขนาดกำลังไฟ 7.4 kW เพื่อใช้กับรถยกไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี


เพาเวอร์ซัพพลายออกแบบเฉพาะสำหรับการใช้งานด้านอุตสาหกรรมและการแพทย์

 

Charger Cabinet: Modular System
สำหรับการใช้งานด้านอุตสาหกรรม

ในปี 2559 ทีมงานวิจัยและพัฒนาของเดลต้าในยุโรปได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงเพื่อการใช้งานด้านอุตสาหกรรมและการแพทย์หลายรูปแบบ เช่น ระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงาน เครื่องจักรและหุ่นยนต์และเทคโนโลยีการอัดประจุไฟสำหรับแบตเตอรี่เพื่อใช้กับเครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องฟอกไต เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีด้านไฟฟ้ากำลังและการควบคุมกำลังไฟฟ้าที่ล้ำหน้าช่วยให้บริษัทฯสามารถพัฒนาและนำผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน ความเสถียร ความยืดหยุ่น สะดวกในการใช้งาน และความทนทานออกสู่ท้องตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยและพัฒนาของเดลต้ายังได้นำเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับ DIN Rail 6 แบบ ผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานด้านการแพทย์ 3 ชนิด และผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานด้านการแพทย์ 2 ชนิดเข้าสู่สายการผลิตเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีกำลังไฟและการควบคุมขั้นสูงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในทุกด้านสำหรับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นด้านความเสถียร การประหยัดพลังงาน ความยืดหยุ่นในการใช้งาน และประสิทธิภาพ เป็นต้น

ทีมงานวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จในการออกแบบโครงสร้างฐานการอัดประจุไฟแบบแยกส่วน (Modular charging platform และจะเริ่มนำโครงสร้างฐานนี้ไปใช้ในสายการผลิตในปี 2560 สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่เราได้พัฒนาให้ลูกค้าทดลองใช้นั้นสามารถทำงานได้อย่างดี และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าด้วย เนื่องจากระบบดังกล่าวเป็นโซลูชั่นที่โครงสร้างฐานประกอบด้วยเทคโนโลยีหลัก (Core technology platform) ทำให้สามารถรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละรายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ระบบนี้ยังสามารถใช้ได้กับเคมีแบตเตอรี่หลายชนิด อาทิ ตะกั่ว-กรด (Lead-Acid) หรือลิเธียม-ไอออน (Lithium-Ion) ขนาดความจุตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 2000 A/hr เป็นต้น สำหรับแก่นของโมดุลประจุไฟขนาด 3 kW แบบประสิทธิภาพสูงจะถูกควบคุมโดยอุปกรณ์ควบคุมระบบ (System controller) ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะการประจุไฟ (Charging profile) แบบต่างๆ
 

Medical Power Supply
สำหรับเครื่องอัลตราซาวน์

โดยระบบประจุไฟที่เป็นแบบแยกส่วน (modular) นี้สามารถนำโมดุลมาต่อขนานกันได้ตั้งแต่ 2 ถึงสูงสุด 10 โมดุล และทำให้มีกำลังประจุไฟตั้งแต่ 6 kW ถึง 30 kW นอกจากโซลูชั่นประจุไฟแบบมีสายแล้ว ทีมวิจัยและพัฒนายังได้ลูกค้ารายใหม่เป็นโครงการผลิตโมดุลประจุไฟแบบไร้สายขนาดความจุ 30 kW สำหรับรถยกไฟฟ้า ดังนั้น ขณะนี้ทีมวิจัยและพัฒนาของเดลต้าจึงสามารถนำเทคโนโลยีขนาดความจุตั้งแต่ 1 kW ไปจนถึง 3.6 kW 7.4 kW และ 30 kW มาใช้ได้เชิงอุตสาหกรรมได้อย่างจริงจังแล้ว

นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ประจุไฟเพื่อการใช้งานเชิงอุตสาหกรรม บริษัทฯ ได้เริ่มทำตลาดเพาเวอร์ซัพพลายแบบออกหลายทาง (Multi-output) ที่มีรูปแบบเฉพาะและประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้กับเครื่องอัลตราซาวน์กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้นำด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของของเดลต้า ประเทศไทย ในการวิจัยพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี



อุปกรณ์กำลังไฟฟ้าและควบคุมที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับระบบพลังงานทดแทนในระดับครัวเรือน

 

Residential Green Energy
System - RGES

ในปี 2559 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยและพัฒนาของเดลต้าได้เริ่มเปิดตลาดเทคโนโลยีระบบพลังงานทดแทนสำหรับครัวเรือน (Residential Green Energy System - RGES) และได้เริ่มผลิตอุปกรณ์แปลงไฟแบบไฮบริด (Hybrid inverter) และอุปกรณ์แปลงไฟ DC/DC แบบสองทาง (Bidirectional DC/DC converter) เพื่อใช้กับระบบดังกล่าวอีกด้วย สำหรับอุปกรณ์แปลงไฟแบบไร้หม้อแปลง (Transformer-less inverter) สำหรับแปลงและกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (on-grid and backup operation) นั้น เมื่อใช้งานร่วมกับคอนเวอร์เตอร์ DC/DC แบบสองทาง (Bi-directional DC/DC power conversion) เพื่อต่อแบตเตอรีเข้ากับระบบแล้วจะประกอบกันเป็นโซลูชั่นด้านการผลิตและควบคุมพลังงานที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับระบบพลังงานสีเขียวในระดับครัวเรือน

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวสามารถปรับเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานรูปแบบต่างๆได้ อาทิ การเน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองเป็นหลัก การลดความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak shaving) การเลื่อนช่วงการใช้ไฟฟ้า (Load shifting) และการสำรองไฟ (Back-up) ในกรณีไฟฟ้าดับ เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้ของเดลต้าใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานและการแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานระดับสูงที่ได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนยังได้รับการรับรองจาก CEC ในระดับประสิทธิภาพร้อยละ 97 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมากในตลาดอุปกรณ์แปลงไฟไฮบริดแบบแยกเฟส (Spilt-phase hybrid inverter) ในปัจจุบัน


การวิจัยและพัฒนาสำหรับตลาดอินเดีย

ทีมวิจัยและพัฒนาของเดลต้าในอินเดียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยด้วยนั้นได้ขยายขอบข่ายการทำงานให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ตลอดจนยังได้ริเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย ทางทีมงานได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายตัวสู่ท้องตลาด อาทิ อุปกรณ์แปลงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 MW (Solar Power Converter หรือ central inverter) รวมถึง SMCS รุ่นใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เกตเวย์สำหรับการติดตามระยะไกล (Remote Monitoring Gateway) รวมถึงโซลูชั่น PDC แบบใหม่สำหรับระบบศูนย์ข้อมูลด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับการทำงานหลายด้านให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในตลาดอินเดียตามโครงการ Make in India โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นต้นมา

สำหรับตลาดอุตสาหกรรมโทรคมนาคมนั้น บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการพัฒนาโซลูชั่น SMCS ให้เน้นที่อุปกรณ์คอนแทคเตอร์ (Contactor) เป็นหลักเพื่อลดฟุตปริ้นต์และขนาดของระบบโดยรวมให้เล็กลง เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้การสื่อสารแบบดิจิตัลเพื่อควบคุมอุปกรณ์คอนแทคเตอร์แทนอุปกรณ์แบบมีสายที่ใช้อยู่แต่เดิม ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถภาพและป้องกันการรบกวน ณ จุดใช้งานด้วย ทั้งนี้ การออกแบบเช่นนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดพื้นที่สำหรับจัดวางอุปกรณ์ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะการใช้งานที่แตกต่างไปจากเดิมของลูกค้าด้วย

อุปกรณ์กำลังไฟแบบวัตต์สูง (Mega Watt Power - MWP)

ทีมวิจัยและพัฒนาด้าน MWP ในบังกาลอร์กำลังอยู่ในระหว่างสร้างความเชี่ยวชาญและพัฒนาสมรรถภาพในการวิจัยและพัฒนาด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านพลังงานลม เช่น ด้านโซลาร์อินเวอร์เตอร์ (Solar Central Inverter) รวมถึง PVI การเพิ่มคุณภาพของกำลังไฟ และการใช้งานแบบวัตต์สูงรูปแบบอื่นๆ เป็นต้น

ในปี 2559 แผนก PVI ของทีมงาน MWP ได้เริ่มนำอุปกรณ์แปลงไฟขนาด 1MW ออกสู่ท้องตลาด และได้ผลิตอุปกรณ์ขนาด 3 MW ให้กับลูกค้าในประเทศอินเดียเพื่อใช้งานจริงแล้ว นอกจากนี้ ทีมวิจัยและพัฒนาด้าน MWP ยังสามารถพัฒนา SVG/STATCOM ขนาด 1.25 MVAR สำหรับการใช้งานแบบแรงดันต่ำในเชิงอุตสาหกรรมได้แล้ว โดยทีมงานยังได้ขยายการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมสำหรับการใช้งานแบบแรงดันกลาง (<35kV) แบบไม่ใช้หม้อแปลงไฟเพื่อให้ขั้นตอนการแปลงไฟมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ทีมงานในอินเดียจะประสานงานกับเดลต้าเซี่ยงไฮ้เพื่อจัดทำแผนพัฒนาความสามารถและศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาสำหรับตลาดอินเดียต่อไป

ปัจจุบันทีมงานวิจัยและพัฒนาของเดลต้าในประเทศอินเดียกำลังเร่งเพิ่มการลงทุนเรื่องอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าแรงสูง (High Power Converter) เพื่อการใช้งานแบบใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น


โซลูชั่นสำหรับระบบสำรองไฟฟ้าใน (MCIS)

เดลต้า อินเดียได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ PDC ที่มี BACNET ประกอบเพื่อให้ลูกค้าสามารถควบคุมและจัดการพลังงานโดยใช้ระบบ BMS ได้ ดังนั้น เดลต้าจึงมีผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดระบบศูนย์ข้อมูลที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ากับระบบ BMS เพื่อการใช้งาน โซลูชั่น PDC ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และทีมงานในอินเดียยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมอีกหลายชนิดและรูปแบบเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดอินเดียในอนาคตและตามแนวทางนโยบาย Make in India ของรัฐบาลอินเดีย

ทีมงานเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับการใช้งานเชิงอุตสาหกรรม (IPS) เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดอินเดียให้หลากหลายขึ้นและได้เริ่มพัฒนาเพาเวอร์ซัพพลายเฉพาะสำหรับตลาดอินเดียและผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในอินเดียโดยตรงเพื่อให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่จะเกิดขึ้นในตลาดอินเดียในอนาคตให้ได้

ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการขยายตลาดดังกล่าวในประเทศอินเดียต่อไป และการเติบโตของตลาดนี้จะยิ่งมีส่วนหนุนเสริมให้เดลต้าสามารถพัฒนาและผลิตเพาเวอร์ซัพพลายรูปแบบใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีระดับสูงออกสู่ท้องตลาดได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ในส่วนของอุปกรณ์รีเลย์อัจฉริยะรุ่นใหม่ (Smart relay) สำหรับระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมนั้นอยู่ระหว่างขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เดลต้าสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันของระบบอัตโนมัติที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างครบวงจร และเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ในอินเดียอย่างแท้จริงโดยการออกแบบผลิตภัณฑ์อันทันสมัยที่ทำให้ลูกค้าของเราสามารถใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ PC และโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายนั้นถือเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่เอื้อต่อการใช้งานของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

โซลูชั่นการตรวจสอบและควบคุม

ระบบติดตามผลการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระยะไกลรุ่นใหม่นั้นมี Delremo ประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยเกตเวย์นี้เป็นการผสานการทำงานระหว่างเซ็นเซอร์ต่างๆเข้ากับอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar inverter) หลายๆ ตัวเพื่อเก็บและส่งต่อข้อมูลไปยังเซริ์ฟเวอร์จากจุดเชื่อมต่อเพียงจุดเดียว ทั้งนี้ ลูกค้าจะสามารถดูข้อมูลได้ทุกเมื่อที่ต้องการโดยใช้แอพพลิเคชันผ่านคอมพิวเตอร์ PC และโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่าย

โปรเทค (ProTecht)

ทีมวิจัยและพัฒนาในอินเดียประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบติดตามความปลอดภัย (E-Surveillance) และจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Intelligent power management) ภายใต้ชื่อ ProTecht ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและการติดตามระยะไกลที่ได้นำไปใช้กับหอโทรคมนาคมแล้วกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศอินเดีย โดยโซลูชันนี้ช่วยรองรับงานด้านความปลอดภัยของตู้ ATM และการติดตามเฝ้าระวังอื่น ๆ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะข้อมูลตู้ATM ภาพจากสถานที่จริง ควบคุมอุปกรณ์ ตลอดจนควบคุมการใช้งานต่าง ๆ ได้ผ่านโดยใช้แอพพลิเคชันผ่านคอมพิวเตอร์ PC และโทรศัพท์มือถืออีกด้วย
แนวโน้มในอนาคต

ทีมงานวิจัยและพัฒนาในอินเดียตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนานวัตกรรมการจัดเก็บและแปลงรูปแบบการใช้พลังงาน (Storage and alternate power usage) และจะพัฒนางานด้าน SW รวมถึงการแปลงพลังงานแบบสองทิศทาง (Bi directional power conversion) เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรมากขึ้น ทั้งนี้ ทีมงานในอินเดียของเราจะทำงานร่วมกับทีมงานวิจัยและพัฒนาของเดลต้าทั่วโลกเพื่อสร้างศักยภาพและความสามารถ ตลอดจนนำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมูลค่าเพิ่มให้เดลต้าอย่างยั่งยืนและเพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์และการบริการที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพของลูกค้าไปพร้อมๆ กัน

เพาเวอร์ซัพพลายแบบมาตรฐานสำหรับการใช้งานเชิงอุตสาหกรรม

ในปี 2559 ทีมวิจัยและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายเพื่อการใช้งานเชิงอุตสาหกรรม (IPS) ในประเทศไทยและไต้หวันประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชนิดซึ่งมีผลตอบรับจากลูกค้าที่ดีมาก เช่น ผลิตภัณฑ์กลุ่มติดกับแผง (Panel mount) รุ่น PMH และ PMU เป็นต้น ผลิตภัณฑ์รุ่น PMH ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในครัวเรือนโดยเฉพาะ เช่น ใช้กับเครื่องทำกาแฟ ประตูอัตโนมัติตามมาตรฐาน IEC60335 ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ในรุ่นนี้ได้ผ่านการรับมาตรฐานความปลอดภัย EN61558-2-16 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหม้อแปลงที่ใช้กับ SMPS นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์รุ่น PMU ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้และให้กระแสสูงสุดถึง 1.5A จากการชาร์จประจุแบตเตอรี่ภายนอก โดยคุณสมบัติข้อนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ได้ตามต้องการและทำให้สามารถรองรับการใช้งานได้นานขึ้นในกรณีไฟฟ้าดับสำหรับ ผลิตภัณฑ์รุ่น PMU เหมาะกับระบบความปลอดภัยซึ่งผู้ใช้สามารถใช้ PMU ร่วมกับแบเตอรี่เสริมแทน UPS ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานของทั้งระบบและเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าโซลูชั่นของเรามีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงและยังคุ้มค่าสำหรับการลงทุนอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ของบริษัทฯนั้นมีความโดดเด่นในหลายด้าน เนื่องจากเราออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานและความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างกันออกไป เช่น เน้นด้านประสิทธิภาพ หรือ เน้นด้านราคา เป็นต้น ดังนั้น ความเข้าใจตลาดเป็นอย่างดีของทีมวิจัยและพัฒนา IPS นี้ช่วยให้เดลต้าสามารถเจาะตลาดในหลายภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายแบบมาตรฐานรุ่น LNE สำหรับตลาด LED ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่และสำหรับตลาดอุปกรณ์การแพทย์แล้ว ปี 2560 จะเป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเดลต้าจะออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมสำหรับรุ่น LNE สำหรับตลาดไฟฟ้าแสงสว่างกำลังสูงนอกอาคาร นอกจากนี้แล้ว การที่แบรนด์เดลต้าได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดเพาเวอร์ซัพพลายแบบมาตรฐาน ทั้งในแง่คุณภาพ ช่องทางจัดจำหน่ายที่กว้างขวางและการวิจัยพัฒนาที่ล้ำหน้า ดังนั้น จึงคาดว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ของเราจะมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกมากขึ้นในปี 2560